
Apple เปิดตัวระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Mac OS X v10.6 Snow Leopard ที่พร้อมจำหน่ายในวันนี้ ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและผ่านทางร้านค้าออนไลน์ของแอปเปิ้ล โดย Snow Leopard นั้นถูกพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีที่มีรากฐานที่น่าเชื่อถือนับทศวรรษอย่าง OS X และได้รับการปรับแต่งให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในหลายร้อยจุด เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และรองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange ได้อย่างดี โดยผู้ใช้สามารถอัพเกรดจาก Mac OS X Leopard มาเป็น Snow Leopard ได้ในราคาเพียง 1,190 บาทเท่านั้น
"Snow Leopard พัฒนาโดยต่อยอดจากระบบปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเรา และเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำเสนอ Snow Leopard ให้ผู้ใช้ได้เร็วกว่ากำหนดการที่เราคาดเอาไว้" เบอร์แทรนด์ เซอร์เล็ท รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของแอปเปิ้ล กล่าว "ด้วยราคาในการอัพเกรดเพียง 1,190 บาท ผู้ใช้ Leopard จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นสูงบนระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ และเป็นระบบที่รองรับการทำงานร่วมกับ Exchange ได้"
ในการพัฒนา Snow Leopard นั้น วิศวกรของแอปเปิ้ลได้ปรับปรุงส่วนต่างๆ บน Mac OS X รวมแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนโปรเจ็กต์ทั้งหมดนับพันรายการ ทำให้ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ทั้งใน Finder ที่ค้นหาได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถเปิดข้อความในเมลได้เร็วขึ้นสองเท่า* Time Machine ที่สามารถสำรองข้อมูลครั้งแรกได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ * และให้การทำงานรูปแบบใหม่ร่วมกันระหว่าง Dock และ Expose มี QuickTime X โฉมใหม่ที่ให้ความสะดวกมากกว่าในการชม บันทึก ตัดต่อ และแชร์วิดีโอ อีกทั้งบราวเซอร์ Safari 4 เวอร์ชัน 64-บิต สามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ** และยังสามารถป้องกันระบบไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปลั๊กอินที่มีปัญหา ที่สำคัญ Snow Leopard นั้นมีขนาดเพียงครึ่งเดียวของระบบปฏิบัติการเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ช่วยประหยัดพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ลงไปได้มากถึง 7 กิกะไบต์ในทันทีที่ติดตั้ง
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แอพพลิเคชันระบบ ไม่ว่าจะเป็น Finder, Mail, iCal, iChat และ Safari ได้ถูกแปลงโค้ดโปรแกรมให้กลายเป็นแบบ 64-บิต และด้วยคุณสมบัติของ Snow Leopard ในการรองรับโพรเซสเซอร์แบบ 64-บิต ทำให้สามารถทำงานร่วมกับหน่วยความจำประเภทแรมที่ใหญ่ขึ้น ให้สมรรถนะที่ดีขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรองรับแอพพลิเคชันแบบ 32-บิต ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีการนำ Grand Central Dispatch (GCD) มาใช้เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการเขียนแอพพลิเคชัน เพื่อดึงประโยชน์จากโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ออกมาให้ได้เต็มที่ รวมไปถึงการรองรับ OpenCL ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเปิด ที่ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถใช้พลังของหน่วยประมวลผลกราฟิกที่มีอยู่ได้ อย่างคุ้มค่าเพื่อรองรับการประมวลผลอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของกราฟิก
Snow Leopard นั้นถือเป็นระบบปฏิบัติการบนเดสก์ทอปรุ่นเดียวที่รองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange Server 2007 และให้ความสะดวกในการใช้ Mac OS X Mail, Address Book และ iCal ในการส่งและรับอีเมล์ สร้างหรือตอบรับการเชิญประชุมผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการค้นหาและจัดการรายชื่อบนสมุดรายชื่อกลางของระบบ และด้วยความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่าง Exchange กับ Snow Leopard ทำให้ผู้ใช้ยังจะได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะบน OS X ทั้งการค้นหาอย่างรวดเร็วผ่าน Spotlight และการพรีวิวผ่าน Quick Look เป็นต้น
Mac OS X Server Snow Leopard ระบบปฏิบัติระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมวางจำหน่ายเช่นเดียวกันในวันพุธที่ 2 กันยายน 2552 โดย Snow Leopard Server มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Podcast Producer 2 และ Mobile Access Server ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมคือ 18,990 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนไลเซนส์เครื่องลูกข่ายที่เชื่อมต่อใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและความต้องการของระบบสำหรับ Snow Leopard Server สามารถเรียกดูได้จาก www.apple.com/server/macosx/ แอปเปิ้ล เปิดตัวระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Mac OS X v10.6 Snow Leopard ที่พร้อมจำหน่ายในวันนี้ ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและผ่านทางร้านค้าออนไลน์ของแอปเปิ้ล โดย Snow Leopard นั้นถูกพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีที่มีรากฐานที่น่าเชื่อถือนับทศวรรษอย่าง OS X และได้รับการปรับแต่งให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในหลายร้อยจุด เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และรองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange ได้อย่างดี โดยผู้ใช้สามารถอัพเกรดจาก Mac OS X Leopard มาเป็น Snow Leopard ได้ในราคาเพียง 1,190 บาทเท่านั้น
"Snow Leopard พัฒนาโดยต่อยอดจากระบบปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเรา และเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำเสนอ Snow Leopard ให้ผู้ใช้ได้เร็วกว่ากำหนดการที่เราคาดเอาไว้" เบอร์แทรนด์ เซอร์เล็ท รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของแอปเปิ้ล กล่าว "ด้วยราคาในการอัพเกรดเพียง 1,190 บาท ผู้ใช้ Leopard จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นสูงบนระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ และเป็นระบบที่รองรับการทำงานร่วมกับ Exchange ได้"
ในการพัฒนา Snow Leopard นั้น วิศวกรของแอปเปิ้ลได้ปรับปรุงส่วนต่างๆ บน Mac OS X รวมแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนโปรเจ็กต์ทั้งหมดนับพันรายการ ทำให้ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ทั้งใน Finder ที่ค้นหาได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถเปิดข้อความในเมลได้เร็วขึ้นสองเท่า* Time Machine ที่สามารถสำรองข้อมูลครั้งแรกได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ * และให้การทำงานรูปแบบใหม่ร่วมกันระหว่าง Dock และ Expose มี QuickTime X โฉมใหม่ที่ให้ความสะดวกมากกว่าในการชม บันทึก ตัดต่อ และแชร์วิดีโอ อีกทั้งบราวเซอร์ Safari 4 เวอร์ชัน 64-บิต สามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ** และยังสามารถป้องกันระบบไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปลั๊กอินที่มีปัญหา ที่สำคัญ Snow Leopard นั้นมีขนาดเพียงครึ่งเดียวของระบบปฏิบัติการเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ช่วยประหยัดพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ลงไปได้มากถึง 7 กิกะไบต์ในทันทีที่ติดตั้ง
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แอพพลิเคชันระบบ ไม่ว่าจะเป็น Finder, Mail, iCal, iChat และ Safari ได้ถูกแปลงโค้ดโปรแกรมให้กลายเป็นแบบ 64-บิต และด้วยคุณสมบัติของ Snow Leopard ในการรองรับโพรเซสเซอร์แบบ 64-บิต ทำให้สามารถทำงานร่วมกับหน่วยความจำประเภทแรมที่ใหญ่ขึ้น ให้สมรรถนะที่ดีขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรองรับแอพพลิเคชันแบบ 32-บิต ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีการนำ Grand Central Dispatch (GCD) มาใช้เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการเขียนแอพพลิเคชัน เพื่อดึงประโยชน์จากโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ออกมาให้ได้เต็มที่ รวมไปถึงการรองรับ OpenCL ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเปิด ที่ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถใช้พลังของหน่วยประมวลผลกราฟิกที่มีอยู่ได้ อย่างคุ้มค่าเพื่อรองรับการประมวลผลอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของกราฟิก
Snow Leopard นั้นถือเป็นระบบปฏิบัติการบนเดสก์ทอปรุ่นเดียวที่รองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange Server 2007 และให้ความสะดวกในการใช้ Mac OS X Mail, Address Book และ iCal ในการส่งและรับอีเมล์ สร้างหรือตอบรับการเชิญประชุมผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการค้นหาและจัดการรายชื่อบนสมุดรายชื่อกลางของระบบ และด้วยความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่าง Exchange กับ Snow Leopard ทำให้ผู้ใช้ยังจะได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะบน OS X ทั้งการค้นหาอย่างรวดเร็วผ่าน Spotlight และการพรีวิวผ่าน Quick Look เป็นต้น
Mac OS X Server Snow Leopard ระบบปฏิบัติระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมวางจำหน่ายเช่นเดียวกันในวันพุธที่ 2 กันยายน 2552 โดย Snow Leopard Server มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Podcast Producer 2 และ Mobile Access Server ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมคือ 18,990 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนไลเซนส์เครื่องลูกข่ายที่เชื่อมต่อใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและความต้องการของระบบสำหรับ Snow Leopard Server สามารถเรียกดูได้จาก www.apple.com/server/macosx/ แอปเปิ้ล เปิดตัวระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Mac OS X v10.6 Snow Leopard ที่พร้อมจำหน่ายในวันนี้ ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและผ่านทางร้านค้าออนไลน์ของแอปเปิ้ล โดย Snow Leopard นั้นถูกพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีที่มีรากฐานที่น่าเชื่อถือนับทศวรรษอย่าง OS X และได้รับการปรับแต่งให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในหลายร้อยจุด เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และรองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange ได้อย่างดี โดยผู้ใช้สามารถอัพเกรดจาก Mac OS X Leopard มาเป็น Snow Leopard ได้ในราคาเพียง 1,190 บาทเท่านั้น
"Snow Leopard พัฒนาโดยต่อยอดจากระบบปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเรา และเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำเสนอ Snow Leopard ให้ผู้ใช้ได้เร็วกว่ากำหนดการที่เราคาดเอาไว้" เบอร์แทรนด์ เซอร์เล็ท รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของแอปเปิ้ล กล่าว "ด้วยราคาในการอัพเกรดเพียง 1,190 บาท ผู้ใช้ Leopard จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นสูงบนระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ และเป็นระบบที่รองรับการทำงานร่วมกับ Exchange ได้"
ในการพัฒนา Snow Leopard นั้น วิศวกรของแอปเปิ้ลได้ปรับปรุงส่วนต่างๆ บน Mac OS X รวมแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนโปรเจ็กต์ทั้งหมดนับพันรายการ ทำให้ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ทั้งใน Finder ที่ค้นหาได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถเปิดข้อความในเมลได้เร็วขึ้นสองเท่า* Time Machine ที่สามารถสำรองข้อมูลครั้งแรกได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ * และให้การทำงานรูปแบบใหม่ร่วมกันระหว่าง Dock และ Expose มี QuickTime X โฉมใหม่ที่ให้ความสะดวกมากกว่าในการชม บันทึก ตัดต่อ และแชร์วิดีโอ อีกทั้งบราวเซอร์ Safari 4 เวอร์ชัน 64-บิต สามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ** และยังสามารถป้องกันระบบไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปลั๊กอินที่มีปัญหา ที่สำคัญ Snow Leopard นั้นมีขนาดเพียงครึ่งเดียวของระบบปฏิบัติการเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ช่วยประหยัดพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ลงไปได้มากถึง 7 กิกะไบต์ในทันทีที่ติดตั้ง
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แอพพลิเคชันระบบ ไม่ว่าจะเป็น Finder, Mail, iCal, iChat และ Safari ได้ถูกแปลงโค้ดโปรแกรมให้กลายเป็นแบบ 64-บิต และด้วยคุณสมบัติของ Snow Leopard ในการรองรับโพรเซสเซอร์แบบ 64-บิต ทำให้สามารถทำงานร่วมกับหน่วยความจำประเภทแรมที่ใหญ่ขึ้น ให้สมรรถนะที่ดีขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรองรับแอพพลิเคชันแบบ 32-บิต ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีการนำ Grand Central Dispatch (GCD) มาใช้เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการเขียนแอพพลิเคชัน เพื่อดึงประโยชน์จากโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ออกมาให้ได้เต็มที่ รวมไปถึงการรองรับ OpenCL ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเปิด ที่ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถใช้พลังของหน่วยประมวลผลกราฟิกที่มีอยู่ได้ อย่างคุ้มค่าเพื่อรองรับการประมวลผลอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของกราฟิก
Snow Leopard นั้นถือเป็นระบบปฏิบัติการบนเดสก์ทอปรุ่นเดียวที่รองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange Server 2007 และให้ความสะดวกในการใช้ Mac OS X Mail, Address Book และ iCal ในการส่งและรับอีเมล์ สร้างหรือตอบรับการเชิญประชุมผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการค้นหาและจัดการรายชื่อบนสมุดรายชื่อกลางของระบบ และด้วยความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่าง Exchange กับ Snow Leopard ทำให้ผู้ใช้ยังจะได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะบน OS X ทั้งการค้นหาอย่างรวดเร็วผ่าน Spotlight และการพรีวิวผ่าน Quick Look เป็นต้น
Mac OS X Server Snow Leopard ระบบปฏิบัติระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมวางจำหน่ายเช่นเดียวกันในวันพุธที่ 2 กันยายน 2552 โดย Snow Leopard Server มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Podcast Producer 2 และ Mobile Access Server ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมคือ 18,990 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนไลเซนส์เครื่องลูกข่ายที่เชื่อมต่อใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและความต้องการของระบบสำหรับ Snow Leopard Server สามารถเรียกดูได้จาก www.apple.com/server/macosx/ แอปเปิ้ล เปิดตัวระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Mac OS X v10.6 Snow Leopard ที่พร้อมจำหน่ายในวันนี้ ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและผ่านทางร้านค้าออนไลน์ของแอปเปิ้ล โดย Snow Leopard นั้นถูกพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีที่มีรากฐานที่น่าเชื่อถือนับทศวรรษอย่าง OS X และได้รับการปรับแต่งให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในหลายร้อยจุด เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และรองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange ได้อย่างดี โดยผู้ใช้สามารถอัพเกรดจาก Mac OS X Leopard มาเป็น Snow Leopard ได้ในราคาเพียง 1,190 บาทเท่านั้น
"Snow Leopard พัฒนาโดยต่อยอดจากระบบปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเรา และเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำเสนอ Snow Leopard ให้ผู้ใช้ได้เร็วกว่ากำหนดการที่เราคาดเอาไว้" เบอร์แทรนด์ เซอร์เล็ท รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของแอปเปิ้ล กล่าว "ด้วยราคาในการอัพเกรดเพียง 1,190 บาท ผู้ใช้ Leopard จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นสูงบนระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ และเป็นระบบที่รองรับการทำงานร่วมกับ Exchange ได้"
ในการพัฒนา Snow Leopard นั้น วิศวกรของแอปเปิ้ลได้ปรับปรุงส่วนต่างๆ บน Mac OS X รวมแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนโปรเจ็กต์ทั้งหมดนับพันรายการ ทำให้ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ทั้งใน Finder ที่ค้นหาได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถเปิดข้อความในเมลได้เร็วขึ้นสองเท่า* Time Machine ที่สามารถสำรองข้อมูลครั้งแรกได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ * และให้การทำงานรูปแบบใหม่ร่วมกันระหว่าง Dock และ Expose มี QuickTime X โฉมใหม่ที่ให้ความสะดวกมากกว่าในการชม บันทึก ตัดต่อ และแชร์วิดีโอ อีกทั้งบราวเซอร์ Safari 4 เวอร์ชัน 64-บิต สามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ** และยังสามารถป้องกันระบบไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปลั๊กอินที่มีปัญหา ที่สำคัญ Snow Leopard นั้นมีขนาดเพียงครึ่งเดียวของระบบปฏิบัติการเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ช่วยประหยัดพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ลงไปได้มากถึง 7 กิกะไบต์ในทันทีที่ติดตั้ง
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แอพพลิเคชันระบบ ไม่ว่าจะเป็น Finder, Mail, iCal, iChat และ Safari ได้ถูกแปลงโค้ดโปรแกรมให้กลายเป็นแบบ 64-บิต และด้วยคุณสมบัติของ Snow Leopard ในการรองรับโพรเซสเซอร์แบบ 64-บิต ทำให้สามารถทำงานร่วมกับหน่วยความจำประเภทแรมที่ใหญ่ขึ้น ให้สมรรถนะที่ดีขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรองรับแอพพลิเคชันแบบ 32-บิต ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีการนำ Grand Central Dispatch (GCD) มาใช้เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการเขียนแอพพลิเคชัน เพื่อดึงประโยชน์จากโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ออกมาให้ได้เต็มที่ รวมไปถึงการรองรับ OpenCL ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเปิด ที่ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถใช้พลังของหน่วยประมวลผลกราฟิกที่มีอยู่ได้ อย่างคุ้มค่าเพื่อรองรับการประมวลผลอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของกราฟิก
Snow Leopard นั้นถือเป็นระบบปฏิบัติการบนเดสก์ทอปรุ่นเดียวที่รองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange Server 2007 และให้ความสะดวกในการใช้ Mac OS X Mail, Address Book และ iCal ในการส่งและรับอีเมล์ สร้างหรือตอบรับการเชิญประชุมผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการค้นหาและจัดการรายชื่อบนสมุดรายชื่อกลางของระบบ และด้วยความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่าง Exchange กับ Snow Leopard ทำให้ผู้ใช้ยังจะได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะบน OS X ทั้งการค้นหาอย่างรวดเร็วผ่าน Spotlight และการพรีวิวผ่าน Quick Look เป็นต้น
Mac OS X Server Snow Leopard ระบบปฏิบัติระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมวางจำหน่ายเช่นเดียวกันในวันพุธที่ 2 กันยายน 2552 โดย Snow Leopard Server มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Podcast Producer 2 และ Mobile Access Server ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมคือ 18,990 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนไลเซนส์เครื่องลูกข่ายที่เชื่อมต่อใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและความต้องการของระบบสำหรับ Snow Leopard Server สามารถเรียกดูได้จาก www.apple.com/server/macosx/ แอปเปิ้ล เปิดตัวระบบปฏิบัติการเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Mac OS X v10.6 Snow Leopard ที่พร้อมจำหน่ายในวันนี้ ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและผ่านทางร้านค้าออนไลน์ของแอปเปิ้ล โดย Snow Leopard นั้นถูกพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีที่มีรากฐานที่น่าเชื่อถือนับทศวรรษอย่าง OS X และได้รับการปรับแต่งให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในหลายร้อยจุด เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และรองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange ได้อย่างดี โดยผู้ใช้สามารถอัพเกรดจาก Mac OS X Leopard มาเป็น Snow Leopard ได้ในราคาเพียง 1,190 บาทเท่านั้น
"Snow Leopard พัฒนาโดยต่อยอดจากระบบปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเรา และเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำเสนอ Snow Leopard ให้ผู้ใช้ได้เร็วกว่ากำหนดการที่เราคาดเอาไว้" เบอร์แทรนด์ เซอร์เล็ท รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของแอปเปิ้ล กล่าว "ด้วยราคาในการอัพเกรดเพียง 1,190 บาท ผู้ใช้ Leopard จะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีชั้นสูงบนระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ และเป็นระบบที่รองรับการทำงานร่วมกับ Exchange ได้"
ในการพัฒนา Snow Leopard นั้น วิศวกรของแอปเปิ้ลได้ปรับปรุงส่วนต่างๆ บน Mac OS X รวมแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนโปรเจ็กต์ทั้งหมดนับพันรายการ ทำให้ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ทั้งใน Finder ที่ค้นหาได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยสามารถเปิดข้อความในเมลได้เร็วขึ้นสองเท่า* Time Machine ที่สามารถสำรองข้อมูลครั้งแรกได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 80 เปอร์เซ็นต์ * และให้การทำงานรูปแบบใหม่ร่วมกันระหว่าง Dock และ Expose มี QuickTime X โฉมใหม่ที่ให้ความสะดวกมากกว่าในการชม บันทึก ตัดต่อ และแชร์วิดีโอ อีกทั้งบราวเซอร์ Safari 4 เวอร์ชัน 64-บิต สามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ** และยังสามารถป้องกันระบบไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปลั๊กอินที่มีปัญหา ที่สำคัญ Snow Leopard นั้นมีขนาดเพียงครึ่งเดียวของระบบปฏิบัติการเวอร์ชันก่อนหน้านี้ ช่วยประหยัดพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ลงไปได้มากถึง 7 กิกะไบต์ในทันทีที่ติดตั้ง
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แอพพลิเคชันระบบ ไม่ว่าจะเป็น Finder, Mail, iCal, iChat และ Safari ได้ถูกแปลงโค้ดโปรแกรมให้กลายเป็นแบบ 64-บิต และด้วยคุณสมบัติของ Snow Leopard ในการรองรับโพรเซสเซอร์แบบ 64-บิต ทำให้สามารถทำงานร่วมกับหน่วยความจำประเภทแรมที่ใหญ่ขึ้น ให้สมรรถนะที่ดีขึ้น และมีความปลอดภัยมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรองรับแอพพลิเคชันแบบ 32-บิต ได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากนี้ยังมีการนำ Grand Central Dispatch (GCD) มาใช้เพื่อนำเสนอแนวทางใหม่ให้แก่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการเขียนแอพพลิเคชัน เพื่อดึงประโยชน์จากโพรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์ออกมาให้ได้เต็มที่ รวมไปถึงการรองรับ OpenCL ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานเปิด ที่ทำให้นักพัฒนาโปรแกรมสามารถใช้พลังของหน่วยประมวลผลกราฟิกที่มีอยู่ได้ อย่างคุ้มค่าเพื่อรองรับการประมวลผลอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากเรื่องของกราฟิก
Snow Leopard นั้นถือเป็นระบบปฏิบัติการบนเดสก์ทอปรุ่นเดียวที่รองรับการทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange Server 2007 และให้ความสะดวกในการใช้ Mac OS X Mail, Address Book และ iCal ในการส่งและรับอีเมล์ สร้างหรือตอบรับการเชิญประชุมผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการค้นหาและจัดการรายชื่อบนสมุดรายชื่อกลางของระบบ และด้วยความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่าง Exchange กับ Snow Leopard ทำให้ผู้ใช้ยังจะได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะบน OS X ทั้งการค้นหาอย่างรวดเร็วผ่าน Spotlight และการพรีวิวผ่าน Quick Look เป็นต้น
Mac OS X Server Snow Leopard ระบบปฏิบัติระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมวางจำหน่ายเช่นเดียวกันในวันพุธที่ 2 กันยายน 2552 โดย Snow Leopard Server มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Podcast Producer 2 และ Mobile Access Server ด้วยราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมคือ 18,990 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนไลเซนส์เครื่องลูกข่ายที่เชื่อมต่อใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและความต้องการของระบบสำหรับ Snow Leopard Server สามารถเรียกดูได้จาก www.apple.com/server/macosx/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น